web analytics

Archive / February, 2017

รอบรู้เรื่อง แชล๊ค(Shellec)

แชลแล็ค (Shellac)

แชลแล็คเป็นวัสดุเคลือบผิวที่รู้จักกันมาแต่โบราณ วัตถุดิบหลักคือรังครั่งที่เติบโตตามต้นก้ามปูหรือต้นสะแกในบ้านเรา โดยเอารังครั่งมาละลาย รีดเป็นแผ่นตากแห้งกลายเป็นแผ่นบาง ๆ ที่เรียกว่าแชลแล็คเกร็ดนั่นเอง

safety108 - 0002.1

ประเภทของแชลแล็ค

  • แชลแล็คสีตามธรรมชาติ แชลแล็คนี้ส่วน มากจะเป็นเกร็ด ขายเป็นกิโล มีสีน้ำตาล แดงและสีเหลือง เมื่อทาบนไม้จะทำให้ไม้นั้นสดใสขึ้น โดยทำให้สีของเนื้อไม้เปลี่ยนไปด้วย การใช้ต้องนำมาผสมกับตัวละลายเอง
  • แชลแล็คสี หรือเรียกอีกอย่างว่า แชลแล็ค สำเร็จ แซลแล็คสำเร็จนี้มีหลายสี บรรจุสำเร็จอยู่ในขวดหรือกระป๋อง หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป สามารถนำมาทาได้ทันที มีหลายสี เช่น แชลแล็คสีแดง สีโอ้ค สีเหลือง สีประดู่ เป็นต้น
  • แชลแล็คขาว เป็นแซลแล็คเกร็ดที่ผ่านการฟอกสีมาแล้ว เป็นเม็ดผงสีเหลืองอ่อน ๆ เมื่อจะใช้ต้องนำมาผสมกับนํ้ามันแอลกอฮอล์ ประมาณ แชลแล็คขาว 1 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 2 ส่วนโดยปริมาตรแล้วแช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมง จึงนำมาใช้ได้

คุณสมบัติของแชลแล็ค

  • ตัวละลายหรือนํ้ามันผสมใช้แอลกอฮอล์เท่านั้น
  • ไม่ทนต่อนํ้า ความชื้น หรือความร้อน
  • ขัดตกแต่งขึ้นเงาพอสมควร
  • ใช้ทาเคลือบพื้น และป้องกันการเปลี่ยนสีของเนื้อไม้ได้
  • อย่าทาแชลแล็คขณะฝนตก หรือมีอากาศชื้น เพราะทำให้เกิดฝ้า ไม่เป็นเงา
  • การทาแชลแล็คไม่ทาช้ามากจนเกินไป

safety108 - 0003

ลำดับขั้นการทาแชลแล็ค

การทาแชลแล็คจริง ๆ แล้วจะใช้กับงานที่ไม่ค่อยประณีตมากนัก เช่น ทาโต๊ะ เก้าอี้ หรือบานประตู หน้าต่าง แต่งานที่ต้องการความประณีตจริง ๆ แล้ว หน้าที่ของแชลแล็คเป็นเพียงแค่รองพื้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็มีลำดับขั้นการทาเคลือบผิวด้วยแชลแล็คดังนี้safety108 - 0004

  • ขัดผิวงานด้วยกระดาษทราย ถ้ามีรอยแตกร้าว หรือฝังหัวตะปูก็ให้ใช้ดินสอพองบดผสมแชลแล็คอุดโป๊วรูรอยแตกเสียก่อน แล้วค่อยขัดด้วยกระดาษทราย
  • ละลายดินสอพองกับนํ้าให้ข้นพอสมควร แล้วทาด้วยเศษผ้า ละเลงบนผิวงานให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง ทั้งนี้เพื่อดินสอพองอุดในรูของเสี้ยนไม้นั่นเอง
  • ขัดด้วยกระดาษทรายเพื่อให้ดินสอพองที่อยู่บนพื้นไม้ออก คงเหลือเฉพาะที่อุดเสี้ยนไม้เท่านั้น
  • เมื่อขัดเรียบร้อยดีแล้ว ใช้เศษผ้าเช็ด ปัดฝุ่นออกให้หมด แล้วจึงนำแชลแล็คที่หมักไว้แล้วมาทาด้วยแปรงขนกระต่ายสัก 2 รอบ
  • เมื่อแห้ง ใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดลูบ หรือขัดเบา ๆ ให้เรียบ
  • ใช้แปรงจุ่มแชลแล็คทาอีก 1-2 รอบโดยแต่ละรอบทิ้งเวลาห่างกัน 5-10 นาที
  • หากเป็นแซลแล็คสำเร็จ ไม่ต้องผสม ทาได้เลย
  • แชลค26BR Permatex แชลค T-Bond แชลคทาปะเก็น นางป่า1 แชลคทาปะเก็น คนป่า1
  • ทักษะการใช้และการเก็บรักษา เครื่องมือประเภทวัด

    ทักษะในการใช้และเก็บรักษาเครื่องมือวัด

    เครื่องมือวัด (Measuring Tool) คือ เครื่องมือสำหรับใช้ในการวัดเพื่อบ่งชี้บอกระยะหรือขนาดในการกำหนดตำแหน่ง ตรวจสอบระยะหรือขนาดความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัสดุชิ้นงาน ฯลฯ เครื่องมือวัดมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะ รูปร่างที่แตกต่างกันตามประโยชน์ใช้สอบในทางช่างนั้น ๆ สำหรับเครื่องมือวัดที่ใช้ในทางช่าง  ที่ตัวเครื่องมือวัดมีหน่วยมาตรฐานการวัดมีหน่วยเป็นนิ้ว ฟุตและหน่วยเมตริกกำกับไว้ในเครื่องมือวัดชนิดเดียวกันเพื่อสะดวกในการใช้ งาน ดังนั้น ช่างไม้หรือช่างก่อสร้างควรเรียนรู้เรื่องหน่วยมาตรฐานการวัดและเครื่องมือ วัดที่สำคัญ ดังนี้         • บรรทัดเหล็กหรือฟุตเหล็ก (Steel Rule)         • ตลับเมตร (Tape Rule)         • ฉาก (Squares)

    • ระดับน้ำ (Level)

    หน่วยการวัด         ก่อนการใช้เครื่องมือวัด ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่าสามารถอ่านค่าหน่วยต่าง ๆ ที่กำหนดไว้บนเครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้อง สำหรับหน่วยการวัดที่ระบุไว้ในเครื่องมือวัดที่ใช้ในงานช่างไม้ก่อสร้าง มีหน่วยการวัดแบ่งได้ 2 ระบบ ดังนี้ • ระบบเมตริก (Metric System of Measurement) • ระบบอังกฤษ (English System of Measurement)

    ระบบเมตริก มีหน่วยการวัด ดังนี้ มิลลิเมตร ใช้อักษรย่อ มม. (mm.) ตัวอย่างเช่น 2 มม. อ่านว่า   ความยาวสองมิลลิเมตร เซนติเมตร ใช้อักษรย่อ ซม.(cm.) ตัวอย่างเช่น 10 ซม. อ่านว่า   ความยาวสิบเซนติเมตร เมตร ใช้อักษรย่อ ม. (m.) ตัวอย่างเช่น10 เมตร อ่านว่า  ความยาวสิบเมตร หน่วยของการวัดในระยะความยาว 1 เซนติเมตร (10 มม.)  และ (25.4 มิลลิเมตร = 1 นิ้ว)

    ระบบอังกฤษ มีหน่วยการวัด ดังนี้

    1. นิ้ว ใช้เครื่องหมาย ( ” ) ตัวอย่างเช่น 1 ” อ่านว่า ความยาวหนึ่งนิ้ว         2. ฟุต ใช้เครื่องหมาย ( ’ ) ตัวอย่างเช่น 4 ’ อ่านว่า ความยาวสี่ฟุต

    การอ่านค่าระบบนิ้ว

     

    หลักการแบ่งสเกลของระบบอังกฤษ มี 4 แบบคือ

    1 นิ้วแบ่งเป็น 8 ช่อง

    1 ช่องเท่ากับ เศษ 1 ส่วน  8 นิ้ว

    ระยะ ก อ่านได้ เศษ 13 ส่วน 16 นิ้ว

    ระยะ ข อ่านได้ 1 เศษ 1 ส่วน 16  = 1 นิ้ว ครึ่งหุน

    ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 7 ส่วน 16  = 1 นิ้ว 3 หุนครึ่ง

    ระยะ ง อ่านได้ 2 เศษ 5 ส่วน 8 นิ้ว = 2 นิ้ว 5 หุน

     

     

    1 นิ้วแบ่งเป็น 32 ช่อง

    1 ช่องเท่ากับ 1 ส่วน 32 นิ้ว

    ระยะ ก อ่านได้ 3 ส่วน 32 นิ้ว

    ระยะ ข อ่านได้ 9 ส่วน 32 นิ้ว

    ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 11 ส่วน 32 นิ้ว

    ระยะ ค อ่านได้ 1 เศษ 11 ส่วน 32 นิ้ว

    ระยะ ง อ่านได้  2 เศษ 4 ส่วน 32 นิ้ว เท่ากับ 2 เศษ 1 ส่วน 8 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว 1 หุน

     

    ตัวอย่างการอ่านสเกลการวัดจากเครื่องมือวัด

     

    การวัดความยาวเป็นนิ้วเป็นระบบอังกฤษ ปัจจุบันบ้านเราใช้ระบบ Metric หรือระบบ SI ที่วัดความยาวเป็นเมตร (มิลลิเมตร-เซนติเมตร) ผสมกันไป

    หนึ่งนิ้วก็แบ่งเป็นแปดส่วน ….. 1/8 นิ้ว

    ภาษาช่างบ้านเรา … เรียก 1 หุน        = 0.125 นิ้ว         = 3.175 มิลลิเมตร 1/4 นิ้ว ก็คือ 2/8 … เรียก 2 หุน 3/8 นิ้ว ……………. เรียก 3 หุน 1/2 นิ้ว ……………  เรียก 4 หุนบ้าง ครึ่งนิ้วบ้าง จากนั้น ก็ไปถึง 5 หุน 6 หุน 7 หุน ไม่มี 8 หุน เพราะ 8/8 = 1 นิ้ว ก็เรียก 1 นิ้ว ย่อยครึ่งของ 1/8 ไปที่ 1/16 ก็เรียก……………… ครึ่งหุน ถ้าย่อยครึ่งของ 1/16 ไปที่ 1/32 เรียก …………. หลี ครึ่งหุนหลี ก็คือ 3/32 นิ้ว

     

    1.  ไม้บรรทัดเหล็กหรือฟุตเหล็ก  ใช้สำหรับวัดระยะสั้น ๆ และขีดเส้น

    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฟุตเหล็ก

     

    2.  ตลับเมตร  ใช้สำหรับวัดระยะ  ลักษณะเป็นตลับสี่เหลี่ยมขนาดพอจับมือ  ตัวตลับทำด้วยโลหะหรือพลาสติก  ส่วนแถบวัดทำด้วยเหล็กบางเคลือบสี  ปลายของแถบวัดมีขอเกี่ยวเล็ก ๆ ติดอยู่

    ตลับเมตรSTL หุ้มยาง ตลับเมตรSTL ชุบCR ตลับเมตรSTL PVC

     

    การใช้ตลับเมตร

    1.  มือหนึ่งจับปลายเทปแล้วดึงออกจากตลับ

    2.  ใช้ขอปลายเทปเกี่ยวหัวไม้ที่ตรงและได้ฉาก

    3.  ทำเครื่องหมายตามระยะที่ต้องการ

    การบำรุงรักษา

    1. ระวังรักษาขอเกี่ยวปลายเทปไม้ให้หัก

    2. เมื่อปล่อยเส้นเทปกับที่เดิมค่อย ๆ ผ่อน  ถ้าปล่อยให้กลับเร็วเกินไปปลายขอที่เกี่ยว และคอยใช้มือประคองเส้นเทปก่อนที่ขอเกี่ยวจะไปกระทบกับตัวตลับ ซึ่งจะทำให้ขอเกี่ยวหลุดหรืคลาดเคลื่อนและอาจชำรุดเสียหาย

    3. การใช้ตลับเมตรที่ถนอมคือต้องไม่ดึงสายวัดออกมาจนสุด

    4. ทำความสะอาดหลังเลิกใช้แล้วเก็บให้เป็นระเบียบ

    ทั้งนี้เราจะนำตลับเมตรไปวัดอะไรก็ได้ตามแต่เราต้องการ ขนาดที่นิยมใช้คือยาว 3.5 เมตร

     

    3.  ฉาก  เป็นเครื่องมือวัดละเอียดที่ใช้ทางตรงหรือตั้งได้ฉากของงาน  รวมทั้งการวัดมุมต่าง ๆ  ฉากมีหลายชนิด

    3.1 ฉากเหล็ก หรือฉากตาย (Try Square)

    คือเครื่องมือที่ใช้เพื่อวัดขนาดการสร้างมุมฉาก ตรวจสอบการได้ฉากของงานชนิดต่าง ๆ หรือใช้วัดขนาดความกว้าง ยาว ลึกของชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก มีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ ใบฉาก และด้ามฉาก โดยทั้ง 2 ส่วนยึดติดกันเป็นมุม 90 องศา ความยาวของใบฉากมีตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่นิยมใช้ ที่ใบฉากทั้งสองด้านทุกขนาดมีมาตรส่วนเป็นนิ้ว และเซนติเมตร บอกกำกับไว้ วิธีการใช้งาน การใช้ฉากในงานช่างสามารถใช้งานในลักษณะงานดังต่อไปนี้         1. ใช้ในการวัดขนาด ฉากมีด้านทั้งสองของใบมีมาตราส่วนเป็นนิ้ว และเซนติเมตรกำกับไว้ฉะนั้นในการใช้ฉากวัดขนาดความกว้างยาวของงาน ใช้วิธีการวัดการวัดขนาดความกว้าง ยาวเหมือนกับการวัดด้วยไม้เมตร หรือตลับเมตร         2. ใช้ในการขีดเส้นฉาก เพราะฉากเหล็กมีลักษณะการประกอบเป็นมุมฉากอยู่แล้ว ดังนั้นการนำด้ามฉากไปแนบกับขอบที่เรียบชิ้นงานใด ทิศทางของใบฉากย่อมทำมุมได้ 90 องศาเสมอ ดังนั้นในการตัดไม้ให้ได้ฉากกับแนวข้างลำตัวไม้ เมื่อนำฉากมาแนบ การขีดเส้นตามแนวของใบฉากคือเส้นที่บอกให้ทราบถึงแนวตัดหัวไม้ได้ฉากเสมอ         3. การใช้ฉากเหล็กเพื่อตรวจสอบมุม 90 องศาของชิ้นงาน เป็นการตรวจสอบโดยนำฉากเหล็กไปแนบในจุดที่ตรวจสอบ แต่การตรวจสอบได้ความเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหนต้องตรวจสอบฉากก่อน

    การบำรุงรักษา         1.วางฉากลงบนโต๊ะปฏิบัติงานเบา ๆ และอย่างระมัดระวังเมื่อนำฉากเหล็กไปใช้ในแต่และครั้ง         2.ไม่ควรนำฉากเหล็กไปใช้งานลักษณะอื่น ที่นอกเหนือจากการวัด ขีดเส้น ตรวจสอบมุม วัดขนาดความยาวชิ้นงาน         3.ไม่ควรใช้ฉากในการดัน ที่จะเป็นผลให้จุดการยึดใบฉากกับด้ามฉากยึดกันไม่แน่น ยกเว้นเป็นการทำเพื่อดัดฉากให้ได้ 90 องศา         4.ทำความสะอาดฉากให้ปราศจากฝุ่นและทราย ก่อนเช็ดด้วยน้ำมันเครื่อง เพื่อกันสนิท         5. ไม่ใช้ด้ามฉากเคาะหรือตอกแทนค้อน

    6.  ระมัดระวังอย่าให้ฉากตกลงพื้นเพราะจะทำให้ฉากคลาดเคลื่อนจากความเที่ยงตรง

    7.เก็บฉากไว้ในที่เรียบ ไม่วางทับซ้อนกับเครื่องมือชนิดอื่น ซึ่งจะมีผลเสียต่อฉากจะบิดงอได้

    ฉากวัดไม้หน้าใหญ่ 10"

    ฉากวัดไม้หน้าใหญ่ 10″

    ฉากวัดไม้หน้าใหญ่ 12"

    ฉากวัดไม้หน้าใหญ่ 12″

    ฉากตาย 

     

    3.2 ฉากเป็น  (Bevel Gauge) ใช้วัดมุมต่าง ๆ  นอกจากมุม  90  องศา  45  องศา  สามารถถอดแยกจากกันได้ ลักษณะเป็นด้ามไม้และพลาสติก และมีส่วนที่เป็นโลหะแบน หรือเรียกว่า ใบฉาก ยึดด้วยสกรูที่สามารถเป็นจุดหมุนในการวัดมุม สำหรับการตัดชิ้นงานไม้ บัวไม้ ไม้เข้ามุม เดือยไม้ และวัดองศาตามความต้องการ ความพิเศษของเครื่องมือช่างชนิดนี้ คือ สามารถวัดมุมได้เป็นองศาและสามารถแบ่งวงกลมออกเป็น 180 ส่วน สร้างมุม 360 องศา 90 องศา หรือ 1 ใน 4 ของวงกลมได้ด้วยเช่นกัน การใช้งานฉากเป็นให้เริ่มจากการหามุม จุดตัด หรือจุดยอดของมุมที่ต้องการวัด จากนั้นให้คลายสกรูที่ฉากเป็นแล้วเลื่อนส่วนใบฉาก เพื่อให้สามารถกดด้ามให้แนบกับข้างหนึ่งของมุม และให้ใบฉากแนบกับอีกด้านหนึ่งได้ จับด้ามและใบฉากให้แนบกับมุมตัวอย่างนั้น ขันสกรูให้แน่น นำฉากเป็นมาที่ชิ้นงานที่ต้องการนำเข้าไปติดตั้ง วางส่วนด้ามให้แนบกับด้านหนึ่ง แล้วลากเส้นไปตามขอบขอบใบฉาก เพื่อสร้างมุมที่มีขนาดเท่ากับมุมต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์

    ฉากเป็น

     

    3.3 ฉากปรับองศา

     

    ใช้วัดมุมต่าง ๆ  นอกจากมุม  90  องศา  45  องศา  ลักษณะเป็นโลหะแบน ใบฉาก ยึดด้วยสกรูที่สามารถเป็นจุดหมุนในการวัดมุม และใช้ควบคู่กับเครื่องมือช่างที่ใช้ไฟฟ้าในการตัดชิ้นงาน และวัดองศาตามความต้องการ ความพิเศษของเครื่องมือช่างชนิดนี้ คือ สามารถวัดมุมได้เป็นองศาและสามารถ สร้างมุม 30 องศา ถึง 150 องศา

     

     

    4. ระดับน้ำ (Level)

    level9

    level9

    level9

    level9

    level9

    level9

    level9

    level9

     

    ระดับน้ำ ใช้สำหรับวัดพื้นผิวว่าได้ระดับหรือไม่ มีหลอดแก้ว 3 หลอดวางไว้ตั้งฉากกัน และทแยง 45 องศา ลักษณะของเครื่องมือชนิดนี้จะเป็นอะลูมิเนียมหรือพลาสติก ยาวประมาณหนึ่งศอก มีช่องใส ๆ หลายช่อง แต่ละช่องจะมีหลอดแก้ว ที่มีของเหลวที่มีสีอยู่ข้างใน ในของเหลวนั้นจะมีฟองอากาศขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เมื่อลองขยับระดับน้ำดู จะสังเกตเห็นว่าฟองอากาศนั้นจะเคลื่อนที่ไปด้วย ซึ่งระดับน้ำนั้นมีอยู่หลายขนาด โดยส่วนใหญ่ใช้ขนาด 24 นิ้ว (60 เซนติเมตร) ใช้ขนาด 4 ฟุต(1.2 เมตร) หรือ 6 ฟุต (1.8 เมตร) สำหรับประตูและหน้าต่าง ระดับน้ำแบบที่มีตาวัว (แป้นวงกลม) ใช้แสดงทิศทางของการเอียง การใช้งานเครื่องมือช่างดังกล่าวให้ดูที่ระดับน้ำ ว่าหลอดแก้วหลอดไหนใช้วัดระดับในแนวราบและหลอดไหนวัดแนวดิ่ง วางระดับน้ำลงบนพื้นผิวที่ต้องการตรวจสอบ ดูที่ฟองอากาศ ถ้าฟองอากาศลอยไปอยู่ที่ตรงกลางของหลอดแก้วแสดงว่าพื้นได้ระดับในแนวราบแล้ว แต่ถ้าฟองอากาศไม่อยู่ตรงกลาง แสดงว่าพื้นเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้าต้องการรู้ว่าเอียงทางใดและเอียงมากแค่ไหน ให้ลองยกปลายของระดับน้ำขึ้นด้านหนึ่ง แล้วดูว่าฟองอากาศเลื่อนไปทางไหน เมื่อฟองอากาศอยู่ตรงกลาง จะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างพื้นกับขอบของระดับแล้ว จะเห็นว่าเอียงมากเพียงใด หากพื้นได้ระดับแนวราบแล้ว ให้หมุนระดับน้ำไปที่ 90 องศา แล้วตรวจดูอีกครั้ง จะพบว่าพื้นอาจจะได้ระดับในด้านหนึ่ง แต่เอียงในอีกด้านหนึ่ง ถ้าพื้นได้ระดับจริง ๆ ในทุกทิศทาง ฟองอากาศจะต้องอยู่ตรงกลางหลอดแก้วเสมอ ไม่ว่าจะหมุนระดับน้ำไปทางใดก็ตาม

     

    เทคนิคการใช้ไม้บรรทัดวัดและการวัด

    การใช้เครื่องมือประเภทวัด ชนิดต่างๆ นั้นมีเทคนิคและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะงานดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1

    หากต้องการตีเส้นที่คมและเส้นเล็ก ควรเลือกใช้ดินสอที่เหลา ปลายแหลมหรือใช้เหล็กแหลม สำหรับงานที่ต้องการความละเอียด

    ขั้นตอนที่ 2

    การขีดเส้นตามแนวของไม้บรรทัด จะต้องกดให้ไม้บรรทัดหรือเหล็กพุกนั้น แนบกับผิว ของชิ้นงานโดยกดไม้บรรทัดด้วยนิ้วให้แน่นแล้วจึงขีดเส้น แนบกับ บรรทัดตามแนว ตั้งฉากกับชิ้นงาน

    ขั้นตอนที่ 3

    การแบ่งส่วนของหน้าไม้ให้เท่ากัน นั้นสามารถจัดระยะได้ด้วยการทาบ ไม้บรรทัดลง ตามหน้าไม้ ขยับให้ได้ตัวเลขที่จำนวนเต็มพอดี ตามที่เราต้อง

    การแบ่งส่วน แล้วจึงทำ เครื่องหมายระยะที่หารลงตัวก็จะได้ช่องไฟที่เท่ากัน

    ขั้นตอนที่ 4

    หากต้องการขีดเส้นให้ใด้ฉากในงานเฟอร์นิเจอร์ การขีดเส้นบนไม้นั้นจะใช้ฉากทาบกับ ส่วนหนาของหน้าไม้ให้สนิทกัน จะขีดได้เส้นที่ตั้งฉากกับไม้

    ขั้นตอนที่ 5

    การตรวจสอบดูว่าไม้ที่กำลังใช้อยู่นั้น ได้ฉากตามที่ต้องการหรือไม่ / ต้องการตรวจดูว่าไม้นั้นเรียบเท่ากันทั้งแผ่นหรือไม่ สามารถใช้ฉากนั้นทาบกับตัวไม้วัดดูในการวัดนั้นให้ขอบของฉากวัดแนบสนิทกับไม้อีกด้านหนึ่ง ส่องผ่านแสงดูว่ามีช่องว่างอยู่ตรงไหน นั้นคือส่วนที่เกินออกมาไม่ได้ฉาก และไม่เรียบต้อง ไสออก

    ขั้นตอนที่ 6

    วิธีการขีดเส้นให้ห่างจากขอบเท่ากันนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ฉากแบบปรับระยะได้วัดขนาดของเส้นขอบที่ต้องการขีด แล้วลากเส้นตามขนาดที่ทำ เครื่องหมายไว้ โดยให้ขอบของฉากแนบกับหน้าไม้

    ขั้นตอนที่ 7

    ฉากประเภทปรับมุมมีขนาดองศาบอก ความเอียงนั้นเหมาะสำหรับการทำงานประเภท วัดมุมของชิ้นไม้ ในกรณีไม่เป็นมุมฉาก หรือใช้สำหรับการร่างแบบ

    ขั้นตอนที่ 8

    ฉากปรับมุมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะปรับให้ไม้ฉากนั้นทำมุมนอกจากมุมฉาก(90องศา) ได้ด้วยการ หมุนคลายล็อคที่จุดหมุน แล้วเอียงตัวไม้บรรทัดให้เอียงตาม มุมที่ต้องการแล้วจึงหมุนล็อคก่อนนำไปขีดเส้นมุมนั้นๆ

    ขั้นตอนที่ 9

    การกำหนดขนาดความกว้างของรูเดือยที่จะนำมาเจาะทำเดือยเฟอร์นิเจอร์ สามารถทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า ขอขีดไม้ โดยนำสิ่วที่เจาะรู เดือยมาทาบความกว้างของหน้าสิ่ว ปรับตั้งให้เข็มขีดเส้นใหญ่กว่าเล็กน้อย แล้วจึงค่อยหมุนล็อค ส่วนการนำไปใช้งานให้ทาบส่วนที่เรียบเข้ากับหน้าไม้

     

    5. ขอขีดไม้ (Marking Gauge)

     

    ขอขีดไม้ เป็นเครื่องมือช่างที่ใช้สำหรับการสร้างรอยขีดที่ขนานกับขอบนชิ้นงาน ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ขีดชิ้นงานอื่นๆ ให้มีขนาดเท่ากันได้หลายชิ้น เครื่องมือชนิดนี้มีลักษณะเป็นชิ้นไม้ที่ตั้งฉากกัน ส่วนปลายมีโลหะแหลมที่เรียกว่า ขา (Beam) ต่อยื่นออกมา ชิ้นไม้ชิ้นที่สองเราเรียกว่าส่วนหัว ซึ่งจะมีสกรูแบบที่มีหางปลาติดอยู่ เมื่อคลายสกรูออก จะสามารถเลื่อนตำแหน่งของหัวไปบนขาได้ แต่ถ้าขันสกรูให้แน่น ก็จะเป็นการล็อคตำแหน่งนั่นเอง การใช้งานเครื่องมือช่างชนิดนี้ เริ่มด้วยการคลายสกรู และเลื่อนส่วนหัวของขอขีดให้ได้ตามระยะที่ต้องการ แล้วจึงขันสกรู ถือขอขีดที่ส่วนหัวให้ส่วนของขาอยู่ในแนวระดับ และเริ่มทำการขีดจากปลายด้านที่อยู่ไกลก่อน กดให้หน้าของหัวขอขีดแนบอยู่กับขอบไม้ แล้วบิดส่วนหัว เพื่อให้ปลายแหลมของขอขีดแตะกับไม้ โดยที่ยังคงให้ส่วนหัวแนบอยู่กับชิ้นงาน และดึงขอขีดเข้ามาหาตัว สุดท้ายตรวจสอบดูชิ้นงานว่าได้รอยขีดตามที่ต้องการหรือไม่

    ประโยชน์ของขอขีดไม้

    ขอขีดไม้ จะช่วยทำครื่องหมาย วัดได้รวดเร็วและแม่นยำ โดยการขีดเครื่องหมายบรรทัดขนานไปที่ขอบของชิ้นงานไม้  ซึ่งขอขีดไม้นี้ยังมีประโยชน์มากกว่าดินสอไม้ในแง่ที่มีปลายเหล็กแหลมเป็นตัวช่วยทำตำแหน่งได้ชัดเจน

    การใช้ขอขีด

    คลายสลักหรือลิ่มออก แล้ววัดระยะห่างจากปลายเข็มกับด้ามให้ขนานตามที่แบบกำหนดแล้วล๊อคให้แน่น จับขอขีดด้านที่มีเข็มให้แนบสนิทกับไม้ กดดันไปข้างหน้า ให้ปลายเข็มขีดผิวไม้ ตลอดแนวที่ต้องการ

    การบำรุงรักษา

    1. ควรทำความสะอาดหลังใช้

    2. ทาน้ำมันส่วนที่เป็นโลหะ

    3. เก็บให้เรียบร้อย